Google
 

Sunday, November 27, 2011

ชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่เกาะล้าน พัทยา







เกาะล้าน ตั้งอยู่ในแนวขนานกับหาดพัทยา อยู่ห่างจากอ่าวระยะทาง 7.5 กิโลเมตร ตัวเกาะกว้าง 2 กิโลเมตร ยาว 5 กิโลเมตร เกาะล้านมีหาดทรายขาวนวลเม็ดทรายละเอียด มีแนวปะการังมากมาย นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือหางยาวท้องกระจกหรือดำน้ำดูปะการังได้ ซึ่งมีหาดทรายที่เลื่องชื่อ ได้แก่ หาดตาแหวน อยู่ทางเหนือของเกาะ มีหาดทรายยาวประมาณ 750 เมตร เป็นหาดที่มีร้านค้าต่างๆ มากมาย เรือท่องเที่ยวมักมาจอดบริเวณนี้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีหาดทรายขาวและสวยงาม หาดแหลมเทียน และหาดแสม อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะล้าน หาดทรายยาวประมาณ 700 เมตร และ 100 เมตร ตามลำดับจัดเป็นหาดที่สวยงามและน่าประทับใจอีกแห่งหนึ่งของเกาะ โดยเฉพาะบริเวณแหลมเทียน มีความเงียบสงบและสะอาด ปัจจุบันมีร้านค้าไว้บริการนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง หาดตาพัน อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ หาดยาวประมาณ 500 เมตร บนหาดมีเพิงพักชั่วคราว สำหรับนักท่องเที่ยวเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุด เรือท่องเที่ยวมัก มาจอดบริเวณหน้าหาดตลอดไปจนถึงแหลมเทียนและหมู่เกาะใกล้เคียง ซึ่งจะมีปะการังอยู่โดยตลอด หาดนวล อยู่ทางทิศใต้ของเกาะ ชายหาดยาวประมาณ 450 เมตร เป็นหาดที่มีโรงแรมตั้งอยู่ มีนักท่องเที่ยวมาพักมากพอสมควรบริเวณนี้เป็นแหล่งดูปะการังอีกแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวนิยมดูปะการัง จัดเป็นหาดที่น่าสนใจอีกหาดหนึ่ง นอกจากนี้แล้วยังมี หาดแหลมหัวโขนด้านหน้า-หลัง แหลมทองหลาง แหลมถ้ำแร่ ฯลฯ ที่เป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สำหรับกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเล่นกันที่เกาะล้าน ได้แก่ เล่นน้ำ ดูปะการัง เล่นเรือลากร่มชูชีพ เรือสกี เรือสกู๊ดเตอร์ เป็นต้น

เกาะล้านเป็นเกาะที่อยู่ใกล้กับเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ไม่มีถนนหนทางที่เชื่อมเกาะล้านได้ แต่เราๆท่านๆก็สามารถเดินทางไปเกาะล้านได้สบายๆใช้เวลาไม่นาน มีเรือประมงข้ามฟากไปยังเกาะได้ภายในเวลาที่ไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้น แต่ก็มีเรือสปีดโบ๊ทที่ใช้เวลาแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเหมือนกัน เลือกเอาได้ตามใจชอบง่าเราอยากไปแบบไหน เรือประมงก็ต้องรอเวลาว่าออกกี่โมง ไปตามคิวของเค้าที่ท่าเรือ แต่หากว่าเวลาน้อยก็เลือกได้แบบเรือเร็วก็ได้ไม่มีใครว่า หากอยากได้เรือเร็วเราก็แจ้งเค้าที่ท่าเรือ เค้าจะมีบริการอยู่ทุกรูปแบบ นายหมูหินแนะนำกันนิดนึงเรื่องราคาและการต่อรอง ต่อราคาเยอะๆหน่อยก็ดีครับและราคาก็สามารถต่อรองได้ แต่ราคาเรือประมงก็ไม่แพงแค่คนละประมาณ 20-30 บาท(ราคาอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามวันเวลา) แต่คนส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวเกาะล้าน จะนิยมไป-กลับภายในวันเดียว ส่วนใหญ่จะมานอนค้างที่พัทยากันมากกว่า เพราะแสงสีเสียงอยู่ที่พัทยา

Tuesday, September 13, 2011

เที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ดินแดนแห่งรถม้า




วัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นวัดคู่บ้าน คู่เมืองลำปางมาแต่โบราณ ตามตำนานกล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 ตอนปลาย เป็นวัดไม้ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย งดงามด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมายได้แก่

พระธาตุลำปางหลวง เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปรฉลู ด้วยเริ่มสร้างในปีฉลูและเสร็จในปีฉลูเช่นกัน ฐานเป็นบัวลูกแก้ว ส่วนองค์เป็นทรงกลมแบบล้าน ภายนอกบุด้วยทองจังโก ยอดฉัตรทำด้วยทองคำ มีลายสลักดุน เป็นลวดลายประจำยามแบบต่าง ๆ ลักษณะเจดีย์แบบนี้ได้ส่งอิทธิพลต่อพระธาตุหริภุญไชย และพระบรมธาตุจอมทอง ภายในองค์พระเจดีย์บรรจุพระเกศา และพระอัฐิธาตุจากพระนลาฎข้างขวา พระศอด้านหน้าและด้านหลัง ที่รั้วทองเหลืองรอบองค์พระธาตุมีรูกระสุนปืนที่หนานทิพย์ช้างยิงท้าวมหายศปรากฏอยู่

วิหารหลวง วิหารขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2019 โดยเจ้าหมื่นคำเป๊ก ภายในมีซุ้มปราสาททองเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ด้านหลังเปนที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจ บนแผงไม้คอสองมีภาพจิตรกรรม เก่าแก่งดงามเรื่องทศชาติและพรหมจักร

วิหารพระพุทธ ไม่ปรากฏว่าสร้างเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง แต่ประมาณอายุไม่ต่ำกว่า 700 ปี เดิมเป็นวิหารเปิดโล่งหน้าบันเป็นลายดอกไม้ติดกระจกสี ภายในประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่เต็มอาคาร ก่ ออิฐถือปูน ศิลปะเชียงแสน และยังปรากฏเงาพระธาตุภายในวิหารอีกด้วย

เมื่อหันหน้าเข้าหาวิหารหลวง ด้านขวามือ คือ วิหารน้ำแต้ม หรือวิหารภาพเขียนสี (“แต้ม” แปลว่า ภาพเขียน) สร้างเมื่อ พ.ศ.2044 เป็นวิหารเปิดโล่งที่เก่าแก่ที่สุดอีกหลังหนึ่งทางภาคเหนือ ภายในเป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยที่ งดงาม ไม่มีฝ้าเพดาน กำแพงด้านพระประธานเขียนภาพลายทองบนพื้นรักแดง มีภาพจิตรกรรมศิลปะล้านนาบนแผงไม้คอสองที่กล่าวกันว่าเก่าแก่ที่สุด และหลงเหลือเพียงแห่งเดียวในเมืองไทย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ลงมา แต่ปัจจุบันภาพเขียนลบเลือนไปมาก และประดิษฐานพระพุทธรูปส ัมริดปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 1.25 เมตร สูง 1.25 เมตร

ซุ้มพระบาท สร้างครอบพระพุทธบาทไว้ ฐานก่อขึ้นเป็นชั้นคล้ายฐานเจดีย์ สร้างเมื่อ พ.ศ. 1992 ภายในมองเห็นแสงหักเหปรากฏเป็นเงาพระธาตุและพระวิหารในด้านมุมกลับ แต่มีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้น

กุฏิพระแก้ว เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างเมื่อใด แต่ประมาณอายุไม่ต่ำกว่า 400 ปีมาแล้ว

วิหารพระเจ้าศิลา เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าศิลาซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงละโว้ เมื่อ พ.ศ. 1275 พระบิดาของพระนางจามเทวีมอบให้ประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้

พิพิธภัณฑ์ รวบรวมศิลปวัตถุจากที่ต่าง ๆ ที่หาชมได้ยาก เช่นสังเค็ด ธรรมาสน์ คานหาบ ตู้พระไตรปิฎก เป็นต้น

นอกจากนี้วัดพระธาตุลำปางหลวงยังเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า (พระแก้วมรกต) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปาง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะล้านนาสลักด้วยหยกสีเขียว ทุกปีจะมีงานนมัสการพระแก้วดอนเต้าในวันเพ็ญเดือน 12& nbsp; ตามคติความเชื่อของการไหว้พระธาตุปีเกิด พระธาตุลำปางหลวงเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีฉลู นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัดพระธาตุลำปางหลวงได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 07.30-17.00 น.

การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ 18 กิโลเมตร ตามทางหลวงสายลำปาง-เถิน ถึงหลักกิโลเมตรที่ 586 เลี้ยวเข้าไปจนถึงที่ว่าการอำเภอเกาะคา จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร ถึงทางแยกเข้าอีก 1 กิโล เมตร หรือหากเดินทางโดย รถโดยสารประจำทาง สามารถใช้บริการรถสองแถวสีฟ้าที่ถนนรอบเวียงใกล้ตลาดออมสิน

Thursday, January 7, 2010

รำลึกถึงอดีต สุสานทหารสัมพันธมิตร - กาญจนบุรี




สุสานทหารสัมพันธมิตร เนื่องจากการเกณฑ์ทหารพันธมิตรมาสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ผ่านกาญจนบุรีไปประเทศพม่าของกอง ทัพญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเหตุให้เชลยศึกสัมพันธมิตรเสียชีวิตลงที่กาญจนบุรีเป็นจำนวนมากครับ ชาวไทยจึงได้อุทิศที่ดินให้เป็นสุสานฝังศพผู้เสียชีวิตดังกล่าวซึ่งมีอยู่ 2 แห่งคือ สุสานกาญจนบุรี (ดอนรัก) สุสานกาญจนบุรี (ดอนรัก) อยู่ที่บริเวณหลังสถานีรถไฟกาญจนบุรี ห่างจากตัว เมืองออกไปทางเหนือประมาณ 1 กิโลเมตรครับ เป็นสุสานที่มีเนื้อที่กว้างขวางสวยงามและเงียบสงบ บรรจุศพทหารเชลยศึกถึง 6,928 หลุม สุสานเขาปูน (ช่องไก่) สุสานเขาปูน (ช่องไก่) บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งค่ายเชลยศึกขนาดใหญ่ อยู่ห่างจากตัวเมือง ออกไปทางแม่น้ำแควน้อยประมาณ 2 กิโลเมตร โดยทางเรือ นักท่องเที่ยวที่มีรถส่วนตัวต้องนำรถข้ามแพขนาน ยนต์ที่ท่าหน้าเมือง แล้วแล่นรถไปตามถนนลูกรังผ่าน หมู่บ้านชาวประมงริมน้ำไป 3 กิโลเมตรสุสานนี้อยู่ห่าง จากริมฝั่งน้ำประมาณ 20 เมตร ขนาดเล็กกว่าสุสานกาญจนบุรี บรรจุศพเชลยศึกรวม1,750 หลุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารอังกฤษ

Saturday, October 24, 2009

วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดประจำวังแห่งอาณาจักรกรุงศรี



พระอารามหลวง ถ้าเป็นยุคปัจจุบันนี้ เราต้องหมายถึง วัดพระแก้ว หรือ วัดพระศรีศาสดาราม ที่กรุงเทพมหานคร แต่หากจะย้อนเวลาไปยุคก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ พระอารามหลวง ต้องหมายถึง วัดพระศรีสรรเพชญ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา พูดภาษาง่ายๆก็คือ วัดพระศรีสรรเพชญ์แห่งนี้ เปรียบเสมือนเป็นวัดต้นแบบของการสร้างวัดประจำพระราชวัง(วัดพระแก้ว) ซึ่งวัดแห่งนี้มีความเป็นมาที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย

วัดพระศรีสรรเพชญ์ เดิมในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ใช้เป็นที่ประทับ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่ทางตอนเหนือ แล้วจึงโปรดฯให้ยกเป็นเขตพุทธาวาส เพื่อประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง จึงเป็นวัดในเขตพระราชวังที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แตกต่างกับวัดมหาธาตุสุโขทัย ที่มีพระสงฆ์จำพรรษา ทั้งวัดมหาธาตุ สุโขทัย,วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่างก็ถูกสถาปนาขึ้นในมูลเหตุการสร้างวัดเดียวกันนั่นคือ "สร้างเพื่อเป็นวัดประจำพระราชวัง"



ต่อมาในปี พ.ศ. 2035 รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปเจดีย์องค์ตะวันออก เพื่อบรรจุพระอัฐิของพระราชบิดา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2042 พระองค์ก็ทรงให้สร้างพระเจดีย์องค์ต่อมา ซึ่งเป็นพระเจดีย์องค์กลาง เพื่อบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 พระบรมเชษฐาธิราช




ในปีต่อมา พ.ศ. 2043 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างพระวิหาร ทรงหล่อพระพุทธรูป ยืนสูง 8 วา (ประมาณ 16 เมตร)หุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ประดิษฐานไว้ในวิหาร ถวายพระนามว่า พระศรีสรรเพชญดาญาณ ซึ่งภายหลังเมื่อเสียกรุง พ.ศ. 2310 พม่าได้เผาลอกทองคำไปหมด และองค์พระพังยับเยิน รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมาประดิษฐานวัดพระเชตุพน และ บรรจุชิ้นส่วนซึ่งบูรณะไม่ได้เหล่านั้นไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นแล้วพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า เจดีย์สรรเพชญดาญาณ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วิหารทิศ

Saturday, October 3, 2009

ตื่นตาตื่นใจกับฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ


ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2493 โดย นายอุทัย ยังประภากร (นาย หยาง ไห่ ฉวน) เพื่อที่จะอนุรักษ์จระเข้สายพันธ์ต่างๆไว้ไม่ให้สูญพันธ์ ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ เป็นสถานที่เพาะพันธุ์จระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแห่งแรกของโลกที่มีการเพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์จระเข้ ที่ทันสมัยที่สุด มีการเพาะพันธุ์จระเข้ทุกสายพันธุ์ที่มีอยู่ในโลกนี้ โดยมีจำนวนจระเข้ในปัจจุบันเกือบถึง 80,000 ตัว ขนาดที่มีตั้งแต่ความยาวไม่เกินหนึ่งฟุต จนถึง 6 เมตร โดยเฉพาะจระเข้ขนาดยักษ์ความยาวประมาณ 5 – 6 เมตร นั้น มีจำนวนถึง 5 , 000 ตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่หาชมได้ยากจากที่อื่น และในจำนวนนี้มีจระเข้พันธุ์ผสมระหว่างจระเข้น้ำจืดและน้ำเค็ม ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีชื่อว่า “ เจ้าใหญ่ ” โดยได้การรับรองจาก กินเนสบุ๊ค ออฟ เรคคอร์ด ว่าเป็นจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาดความยาวเกือบ 6 เมตร น้ำหนักตัว 1114.27 กิโลกรัม

จระเข้เป็นสัตว์เลื้อยคลาน ที่อาศัยอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในน้ำนิ่ง เงียบสงบ ที่มีความลึกไม่เกิน 5 ฟุต ถึงแม้ว่าจระเข้จะมีรูปร่างที่ใหญ่โต แต่เมื่อเดินหรือคลานลงน้ำจะเงียบกริบ จึงเป็นนักล่าที่อันตราย ด้วยความแรงในการงับประมาณ 6,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว หรือประมาณ 2,370 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ภายในฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการก็จะมีสัตว์อีกหลายชนิดเช่น เสือ สำหรับคนที่ชอบความท้าทายก็สามารถถ่ายรูปคู่ร่วมกับเสือได้ โดยทางเจ้าหน้าที่จะบริการให้โดยไม่มีอันตรายเพราะเสือตัวนี้ไม่ดุร้ายแถมยังคุ้นเคยกับคนอีกด้วย…น่ารักมากๆมีคนให้ความสนใจกันอย่างมากมายและคนที่ชอบความสวยงามก็สามารถไปเข้าไปดูสวนนก รื่นรมย์ไปกับเสียงนก แวดล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ตื่นตาตื่นใจไปกับพันธ์นกนานาชนิดอย่างใกล้ชิดและยังให้อาหารนกได้อีกด้วย


และที่พลาดไม่ได้คงต้องเป็นการแสดงจระเข้ที่ทั้งแสนจะตื่นเต้น ตกใจ หวาดเสียว ขอบอกว่า ขวัญอ่อนอย่าดูเลยครับ เพราะการแสดงนี้เขาเอาจระเข้เป็นๆมาแสดงร่วมกันคนเป็นๆเหมือนกัน ไม่ต้องบอกหรอกนะครับว่าถ้าคนเอาแขนหรือขาแม้กระทั่งหัวไปใส่ในปากจระเข้ที่กำลังอ้าปากรองับอยู่มันจะเสียวแค่ไหน ขนาดหมูหิน.คอมเราดูห่างๆไกลตั้งหลายเมตรยังกลัวจระเข้มันโดดมากัดเลย ขอปรบมือดังๆให้พี่ๆที่แสดงทุกคนเลยครับ คุณสุดยอดจริงๆ

หลังจากที่หวาดเสียวสุดๆกับการแสดงจระเข้แล้วสามารถเดินผ่อนคลายเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกได้โดยจะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกและผลิตภัณฑ์จากหนังจระเข้หลากหลายรูปแบบพร้อมยังได้ใบรับรองคุณภาพที่เชื่อถือได้อีกด้วย




ยังไม่หมด…ภายในฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการยังมีสัตว์อีกมากมายอาทิเช่น ฮิปโป สิงโต อูฐ เต่า ลิงไทย ลิงชิมแฟนซี เม่น ฟาร์มงู ฯลฯ เรียกได้ว่ามากมายมหาศาลจริงๆถ้าเดินดูคงต้องเมื่อยไปตามๆกันแต่ไม่เป็นไรที่นี่เขามีบริการรถไฟฟรีและรถม้าไว้ให้นั่งกินลมชมทัศนียภาพและบรรยากาศรอบๆฟาร์มถือได้ว่าเป็นความสนุกอีกรูปแบบหนึ่งและเป็นการพักผ่อนภายในตัว

ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการยังมีพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ให้เพื่อนๆได้ย้อนอดีตกลับไปศึกษาชีวิต ความเป็นอยู่ และ บรรยากาศในยุคดึกดำบรรพ์จากซากฟอสซิลและโครงกระดูกที่น่าค้นหา และยังมีกิจกรรมต่างๆมีมากมายเช่น สนามยิงปืน จักยานน้ำ การแสดงดนตรี และยังมีบริการร้านอาหารที่มีเนื้อจระเข้ไว้ให้เพื่อนๆที่ชอบ เปิบพิศดารได้ลิ้มลองรสชาติอีกด้วย

ตื่นตาตื่นใจและทึ่งกับลานแสดงช้างที่มีช้างไทยแสนรู้โชว์ความสามารถให้ผู้ชมได้ อึ้ง ทึ่ง เสียว ไปตามๆกัน หนึ่งในเอกลักษณ์ประจำชาติของไทย ที่สร้างความประทับใจไปทั่วโลกโดยมีคนไทยและต่างชาติให้ความสนใจกันอย่างมากมาย

Thursday, August 27, 2009

อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว จ.ตราด


ข้อมูลทั่วไป
กรมป่าไม้ ได้รับหนังสือจากสำนักงานป่าไม้จังหวัดตราด แจ้งว่า ในที่ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการลักลอบทำลายทรัพยากรป่าไม้ ประจำอำเภอเขาสมิง ครั้งที่ 1/2538 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2538 มีมติเห็นสมควรกำหนดพื้นที่ป่าบริเวณป่าเขาชะอม เขาคลองปุก และเขามะปริง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสมิง (ป่าคลองใหญ่-เขาไฟไหม้) อันเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อยู่ในท้องที่อำเภอเขาสมิงและอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เป็นวนอุทยานหรืออุทยานแห่งชาติ เนื่องจากสภาพป่ายังคงความอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าอยู่ชุกชุม กรมป่าไม้จึงมีคำสั่งที่ 55/2540 ลงวันที่ 10 มกราคม 2540 ให้นายประยูร พงศ์พันธ์ เจ้าพนักงานป่าไม้ 5 ส่วนอุทยานแห่งชาติ ไปดำเนินการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียง จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นมีความเห็นว่า พื้นที่บริเวณป่าเขาชะอม เขาคลองปุก เขามะปริง เขาแก้ว เขาตาบาด เขาตาโชติ และเขากำแพง สมควรจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยใช้ชื่อว่า อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว

กรมป่าไม้จึงได้มีคำสั่งที่ 1746/2540 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2540 ให้นายประยูร พงศ์พันธ์ เจ้าพนักงานป่าไม้ 5 ไปทำหน้าที่หัวหน้าควบคุมพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว จังหวัดตราด และต่อมาคณะทำงานเพื่อพิจารณาก่อนนำเรื่องเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ มีความเห็นให้สำรวจพื้นที่บริเวณป่าบริเวณเขาปอใหม่ เขาบึงพะวาดำ เขาเอ็ด เขาคลองวังโพธิ์ เขาคลองปูน เพิ่มเติม และต่อมานายประยูร พงศ์พันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว ได้นำเสนอรายละเอียดการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพื้นที่ที่จะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาสมิง (ป่าคลองใหญ่-เขาไฟไหม้) เนื้อที่ประมาณ 123,700 ไร่ หรือ 197.92 ตารางกิโลเมตร ในท้องที่ตำบลหนองบอน ตำบลช้างทูน ตำบลบ่อพลอย ตำบลนนทรีย์ และตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการลักลอบทำลายทรัพยากรป่าไม้ประจำจังหวัดตราด ครั้งที่ 4/2543 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 ซึ่งที่ประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว และได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2543 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2543 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติได้


ปัจจุบันคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเห็นชอบในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแล้ว และอยู่ในขั้นตอนจัดทำ/ปรับปรุง/แก้ไข รายละเอียดเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้จัดตั้งอุทยานแห่งชาติต่อไป

ลักษณะภูมิประเทศ
พื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้วส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนไม่มากนักของเทือกเขาบรรทัด ประกอบด้วย เขาแก้ว เขาตาบาด เขาตาโชติ และเขากำแพง ส่วนยอดเขาเป็นแนวแบ่งเขตประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100-836 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ยอดเขาบาด ซึ่งมีความสูงถึง 836 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพภูมิประเทศเช่นนี้ก่อให้เกิดสายน้ำหลายสาย เช่น คลองลึก คลองแอ่งปุก คลองแก้ว คลองตาบาด คลองหินเพลิง คลองลือ คลองกะใจ คลองมะละกอ ฯลฯ สายน้ำแต่ละสายจะไหลลงสู่คลองสะตอแล้วออกสู่ทะเล

ลักษณะภูมิอากาศ
พื้นที่บริเวณแถบนี้ได้รับอิทธิพลมาจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ประกอบกับพื้นที่มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ฝนตกชุกตลอดทั้งปี โดยแบ่งเป็นฤดูกาลได้ดังนี้ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม–ตุลาคม ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – มกราคม

พืชพรรณและสัตว์ป่า
สภาพสังคมพืชโดยทั่วไปของพื้นที่ เป็นสังคมพืชประเภทป่าดงดิบชื้นที่มีความชุ่มชื้นสูง ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธาร สภาพป่าจึงมีลักษณะเป็นป่าที่รกทึบ ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด ตั้งแต่ไม้พื้นล่างที่มีขนาดเล็กจนถึงไม้ที่มีขนาดใหญ่ ที่มีความสูงตั้งแต่ 25-60 เมตร พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ยาง พนอง กระบาก ตะเคียน สำรอง ชุมแพรก ตาเสือ ตะแบก ฯลฯ ส่วนไม้พุ่มและพืชพื้นล่างที่พบเห็นมาก เช่น พืชตระกูลขิงข่า หวาย ระกำ หมากชนิดต่างๆ ไผ่ เต่าร้าง ชก ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบ “เหลืองจันท์ ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่มีสวยงาม ค่อนข้างหายาก สามารถพบเห็นได้ทั่วไปบริเวณอุทยานแห่งชาติ

เนื่องจากพื้นที่เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มากตามธรรมชาติ จึงทำให้มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุม ซึ่งจะพบเห็นได้ตามแหล่งน้ำต่างๆ และในพื้นที่แห่งนี้จะพบทากอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้รู้ว่ามีสัตว์ป่าเป็นจำนวนมาก จากการสำรวจเท่าที่พบและได้สอบถามจากราษฎร ในพื้นที่ที่สำคัญ ได้แก่ กวาง เสือ เก้ง หมูป่า หมี กระจง ชะนี ลิง ค่าง กระรอก ชะมด อีเห็น ไก่ฟ้าชนิดต่างๆ ไก่ป่า กางเขนดง นกขุนทอง เหยี่ยว ปรอด กระราง นกเงือก นกโพระดก งูชนิดต่างๆ กิ้งก่ายักษ์หรือลั้ง ตุ๊กแกป่าตะวันออก ตุ๊กแกบิน กิ้งก่าบิน ตะกวด เต่า กบภูเขา เขียด คางคก ปาด และปูหิน ฯลฯ นอกจากนี้บริเวณลำธารและคลองต่างๆ ยังพบ ปลาพลวงหิน ปลาแขยงหิน ปลาสร้อยขาว ปลาเขยา ปลากั้ง ปลาหมู ฯลฯ

น้ำตกคลองแก้ว

ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มี 7 ชั้น สวยงามและบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ ลำธารน้ำใสเย็น จนสามารถมองเห็นฝูงปลาที่อยู่เบื้องล่างได้ชัดเจน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักนิยมธรรมชาติ ชั้นที่มีความสูงใหญ่คือชั้นที่ 4 ซึ่งสายน้ำจะไหลทิ้งตัวลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 25 เมตร จากน้ำตกชั้นที่ 4 มีทางเดินขึ้นสู่ลานหินขนาดใหญ่ เรียกว่า “ลานหินเท” เป็นจุดที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของตัวอำเภอบ่อไร่ได้ชัดเจน

Wednesday, July 22, 2009

พระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม



พระราชวังสนามจันทร์ ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์ ไปทางทิศตะวันตกราว 2 กิโลเมตร มีพื้นที่ 888 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา พระราช วังแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นตั้งแต่ยังทรงดำรง พระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งมี มูลเหตุจูงใจมาจากการบูรณะปฏิสังขรณ์ องค์พระปฐมเจดีย์ ที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพอพระราชหฤทัยเมืองนครปฐมเป็น อย่างยิ่ง ทรงเห็นว่าเป็นเมืองที่เหมาะสมสำหรับประทับพักผ่อน เนื่องจากมีภูมิประเทศสวยงามร่มเย็น ดังที่ได้ ทรงไว้ในลายพระหัตถ์ เรื่องการแก้ไขวิหารหลวงตอนหนึ่งว่า "ในรัชกาลที่ 5 ฉันได้ออกไปพักอยู่ที่เมืองนคร ปฐมบ่อย ๆจึงได้ใฝ่ใจในองค์พระนั้นมากแต่นั้นมา" เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราชฯ และ ยังไม่ได้สร้างพระราชวังสนามจันทร์ เวลา เสด็จนครปฐมมักจะประทับที่พลับพลาชั่วคราวในดงไผ่ บริเวณ มหาวิทยาลัยศิลปากรปัจจุบัน หรือมิฉะนั้น ก็จะประทับที่พระตำหนักบังกะโล ซึ่งอยู่ตรงมุมถนนขวาองค์พระ ใกล้กับสถานีตำรวจ ซึ่งปัจจุบันพระตำหนัก หลังนี้ได้รื้อลงหมดแล้ว พระองค์โปรดฯ การทรงม้าพระที่นั่ง สำรวจท้องที่เป็นอย่างมาก บางครั้งก็เสด็จไปที่ ตำบลวัดทุ่งพระเมรุ แต่ส่วนใหญ่โปรดเสด็จไปที่บริเวณ พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ของชาว บ้านปลูกพืชไร่และพืชล้มลุก เช่น กล้วย สับปะรด ไว้มากมาย สลับกับทุ่งหญ้ารกเรื้อและป่าไผ่ขึ้นเป็นดง ทรงพอพระราชหฤทัยมาก เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสมจะสร้างเป็น ที่ประทับถาวรในการเสด็จฯแปรพระ ราชฐาน จึงรับสั่งขอซื้อจากชาวบ้านเจ้าของที่โดยใช้เงินจากพระคลังข้าง ที่ทั้งสิ้น พระราชประสงค์ ในการ ซื้อที่ดินจำนวนมากมาย เพื่อสร้างพระราชวังสนามจันทร์ครั้งนี้มิใช่จะเห็นแก่ ความสุขสบายส่วนพระองค์ ในการเสด็จฯ แปรพระราชฐานเท่านั้น แต่เพราะทรงมีพระราชดำริที่ลึกซึ้ง นั่นก็ คือ ทรงเห็นว่านครปฐม เป็นเมืองที่มีชัยภูมิ เหมาะสำหรับต้านทานข้าศึกซึ่งจะยกเข้ามาทางน้ำได้อย่างดี ด้วย ทรงจดจำเหตุการณ์ เมื่อ ร.ศ. 112 ที่ฝรั่งเศสนำเรือรบเข้ามาปิดปากอ่าวไทยได้ และไม่ต้องการที่จะให้ประ เทศไทยตกอยู่ใน สภาพดังกล่าว จึงตั้งพระทัยที่จะสร้างพระราชวังสนามจันทร์ไว้สำหรับเป็นเมืองหลวงที่สอง เมื่อประเทศ ชาติประสบปัญหาวิกฤติ พระราชวังสนามจันทร์ เริ่มสร้างในปี พ.ศ. 2450 มีหลวงพิทักษ์มานพ (น้อย ศิลปี) ซึ่งต่อมาได้ เลื่อนยศเป็น พระยาศิลป์ประสิทธิ์ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างพระที่นั่ง ซึ่งสร้างแล้วเสร็จและพระราชทาน นามตามประกาศ ลงวันที่ 27สิงหาคม 2454 มีเพียง 2 พระที่นั่ง ได้แก่ พระที่นั่งพิมานปฐม และพระที่นั่ง อภิรมย์ฤดี ต่อมาจึง สร้างเพิ่มเติมจนมีเท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน แม้จะสร้างพระที่นั่งต่าง ๆ เสร็จสมบูรณ์ ตามพระราชวังแต่เก่า ก่อน เพิ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธียกพระมหาเศวตฉัตรขึ้นประดิษฐาน เหนือพระแท่นรัตนสิงหา สน์ ภายในพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2466 เวลา 4 นาฬิกา 47 นาที 51 วินาที พระ ราชวังสนามจันทร์ มีอาณาเขตกว้างขวาง ประกอบด้วยสนามใหญ่อยู่กลาง มีถนนโอบเป็นวงโดยรอบมีคูน้ำ ล้อมอยู่ชั้นนอก ส่วนพระที่นั่งต่าง ๆ นั้นรวมกันอยู่ส่วนกลางของพระราชวัง เท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันได้แก่ พระที่นั่งพิมานปฐม เป็นพระที่นั่งองค์แรกที่สร้างขึ้นในพระราชวังสนามจันทร์ ตัวอาคารก่ออิฐ- ถือปูน เป็น ตึก 2 ชั้น แบบตะวันตก ทรงใช้เป็นที่ประทับตั้งแต่ยังไม่ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ ห้องต่าง ๆ บนพระที่นั่งมี ห้องบรรทม ห้องสรง ห้องเสวย ห้องภูษา ฯลฯ และในพระที่นั่งพิมานปฐมนี้เอง ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ประทับทอดพระเนตร เห็นปาฏิหาริย์ขององค์พระปฐมเจดีย์บนแท่น ไม้สักมีขนาด 2 เมตร ชื่อว่า "พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย์ ์" ขณะนี้ทางการได้รื้อไปตั้งไว้ที่หน้าพระที่นั่ง พุทไธสวรรย์ในพิพิธภัณฑ สถานแห่งชาติ ส่วนพระที่นั่งพิมานปฐมนั้น ในปัจจุบันใช้เป็นสวนหนึ่งของ ศาลากลางจังหวัดนครปฐม

Saturday, February 14, 2009

น้ำตกเหวนรก - นครนายก



น้ำตกเหวนรก ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทางด้านอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก เป็นน้ำตกขนาด ใหญ่ที่สุดของภาคกลางเลยก็ว่าได้ ด้วยสภาพผืนป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นแหล่งต้น น้ำลำธารของคลองสมอปูนและสายธารเล็ก ๆ อีกหลายสาย ไหลมารวมเป็นธารน้ำตกเหวนรก ซึ่งไหลตกลงจากผา สูงดิ่งชันราว 90 องศา เป็น 3 ชั้นใหญ่ ๆ ด้วยกัน โดยชั้นแรกมีความสูงราว 60 เมตร และไหลลงไปสู่ผาน้ำตกชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 มีความสูงรวมกันกว่า 100 เมตร ตกลงสู่หุบธารที่ขนาบด้วยผาสูงชันรูปตัว V ความสูงชัน ของผาน้ำตกกับปริมาณของน้ำมากมายมหาศาล ทำให้สายน้ำไหลตกลงกระทบแผ่นผาเบื้องล่าง เกิดเสียงดังสนั่น ก้องไปทั้งหุบเขา และเกิดละอองไอลอยคลุมไปทั่วบริเวณนั้น ดูลึกลับน่าเกรงขาม จนผู้คนขนานนามว่า "น้ำตกเหวนรก"

นอกจากน้ำตกเหวนรกแล้ว บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ยังมีน้ำตกสวยงามอีกหลายแห่งให้เที่ยวชมกัน เช่น น้ำตกเหวสุวัต ซึ่งตั้งอยู่สุดถนนธนะรัชต์ น้ำตกผากล้วยไม้ น้ำตกเหวไทร และน้ำตกเหวประทุน เป็นต้น

การเดินทาง

การเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทำได้ 2 เส้นทางด้วยกัน คือ จากกรุงเทพฯ ตามถนนพหลโยธิน เลี้ยว ขวาเข้าสู่นครนายก และใช้ทางหลวงหมายเลข 33 ถนนสุวรรณศรที่มุ่งสู่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อถึงสี่แยกเนินหอม จะพบทางแยกซ้ายมือขึ้นสู่เขาใหญ่ (ทางหลวงหมายเลข 3077) บริเวณกิโลเมตรที่ 21-22 จะพบทางแยกเข้าสู่ น้ำตกเหวนรก จอดรถไว้ปากทาง และต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร สามารถจะเดินทางไปชมน้ำตกชั้นแรกได้ ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้จัดทำบันไดลงไปตามผาหิน บริเวณหน้าอ่างน้ำตกมีระเบียงยื่นออกไปชมน้ำตก และสามารถจะลงไปได้แค่ชั้นนี้เท่านั้น เพราะชั้นล่างลงไปอีก 2 ชั้น เป็นผาหินชัน ซึ่งเป็นเส้นทางที่อันตรายอย่างยิ่ง ทางอุทยานฯ ได้ปิดตาย ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินลงไป


อีกเส้นทางหนึ่ง จากกรุงเทพฯ โดยถนนพหลโยธิน ผ่านรังสิต สระบุรี เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ ผ่านมวกเหล็กถึงปากช่อง บริเวณกิโลเมตรที่ 56 มีป้ายบอกทางแยกไปเขาใหญ่ ให้ชิดซ้ายข้าม สะพานลอยเข้าสู่ถนนธนะรัชต์ ประมาณ 23 กิโลเมตร จะถึงด่านตรวจของอุทยานฯ เขาใหญ่ จากนั้นเส้นทางจะขึ้น เขาสูงชันคดเคี้ยวอีกราว 15 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งหากจะไปเที่ยวชมน้ำตกเหวนรก จะต้องใช้เส้นทางหมายเลข 3077 หรือเส้นทางที่จะลงมาสู่จังหวัดปราจีนบุรี สำหรับที่พักแรมนั้น ทางอุทยาน แห่งชาติเขาใหญ่ได้จัดพื้นที่กางเต็นท์ไว้บริเวณผากล้วยไม้ มีห้องน้ำและร้านค้า มีอาหารบริการ แต่ต้องแจ้ง ขออนุญาตเข้าพักได้ ณ ที่ทำการบนอุทยานฯ ก่อน 16.00 น.

ข้อควรระวัง

นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวชมน้ำตกเหวนรก โดยเฉพาะในหน้าน้ำหลาก ควรระมัดระวัง ไม่ควรเข้าไปใกล้ริมน้ำ ของผาด้านบนน้ำตกจนเกินไป เพราะผาหินจะลื่น และกระแสน้ำจะพัดแรง ปะทะหินเป็นระลอก ทำให้เกิดคลื่นพัด กวาดขึ้นมาเป็นระยะ ๆ นักท่องเที่ยวที่เข้าไปใกล้บริเวณนี้ อาจถูกคลื่นกวาดตกลงไปในสายน้ำที่เชี่ยวกราก และถูก พัดตกลงไปในเหวเบื้องล่าง สายน้ำที่เชี่ยวกรากของธารน้ำตกเหวนรกนั้นอันตรายมาก มีช้างป่าถูกพัดตกลงไปเสีย ชีวิตเป็นจำนวนหลายตัว นักท่องเที่ยวต้องระมัดระวังให้ดี

Thursday, January 15, 2009

เยือนดินแดนโบราณสถานที่ปราสาทสระกำแพงใหญ่-ศรีสะเกษ



ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ตั้งอยู่ที่บ้านกำแพง หมู่ 1 ตำบลกำแพง ห่างจากที่ว่าการอำเภออุทุมพรพิสัย 1 กิโลเมตร การเดินทางจากจังหวัดศรีสะเกษ ใช้เส้นทางหลวงสาย 2084 และ 226 ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร มีทางเลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 50 เมตร ถนนราดยาง ตลอดสาย ตัวปราสาทตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดสระกำแพใหญ่ ซึ่งเป็นวัดที่สร้างในยุคสมัยหลัง ปราสาทวัดสระกำแพงใหญ่นี้ เป็นปราสาทขอมขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด มีลักษณะเป็นปรางค์ 3 องค์ บนฐานเดียวกัน ในแนวทิศเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทาง ทิศตะวันออก ปรางค์องค์กลางคือปรางค์องค์ประธานก่อด้วยหินทราย มีอิฐแซมบางส่วน ปรางค์อีก 2 องค์เป็นปรางค์อิฐมี ส่วนประกอบตกแต่งที่เป็นหินทราย เช่น ทับหลัง กรอบหน้าบันและกรอบเสาประตู ด้านหลังปรางค์องค์ทิศใต้มีปรางค์ก่ออิฐ อีก 1 องค์ ด้านหน้ามีวิหารก่ออิฐ 2 หลัง ล้อมรอบด้วยระเบียงคดก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย มีโคปุระหรือประตูซุ้มทั้ง 4 ทิศ จากหลักฐานลวดลายที่ปรากฏบนหน้าบัน ทับหลัง และโบราณวัตถุต่าง ๆ โดยเฉพาะจารึกที่หลืบประตูปราสาทและกำแพง ใหญ่ สรุปได้ว่า ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ตรงกับศิลปะขอมแบบบาปวน เพื่อให้เทวาลัยถวายแด่พระศิวะ

ขุนเขาทุ่งหญ้าทะเลหมอกที่ดอยปุยหลวง

เปิดศักราชปีใหม่ด้วยไปค้นหาภาพความงามของดอยปุยหลวง หรือดอยคุยหลวง ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา ที่มีพื้นที่อยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดตาก

จุดเริ่มต้นของการเดินทางเพื่อค้นหาภาพความงามของขุนดอยปุยหลวง อยู่ที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา เป็นอุทยานฯ ที่มีจุดพักตั้งแคมป์ที่สวยงามท่ามกลางป่าสักธรรมชาติ และบรรยากาศสายน้ำแม่เงาที่ไหลผ่าน ก่อนที่จะไปบรรจบกับลำน้ำยวมต่อไป ชื่อดอยปุยหลวงแห่งนี้ ค่อนข้างจะสับสนชื่อกับดอยปุยหลวง บ้านห้วยฮี้ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีชื่อเหมือนกัน ดังนั้นอาจต้องจำแนกไปเป็นดอยปุยหลวงแม่เงาก็น่าจะแบ่งแยกได้ชัดเจนที่สุด การเดินทางสำรวจยอดปุยหลวง ในอุทยานแห่งชาติแม่เงา เป็นการค้นหาภาพทะเลหมอกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในเมืองไทย เราต้องหาโอกาสจังหวะช่วงฤดูกาลที่เหมาะสม ควรเป็นช่วงฤดูหนาวภาพของทะเลหมอที่เกาะตัวกันแน่น รวมถึงทุ่งหญ้าสีทอง พระอาทิตย์ดวงกลมโต และความหนาวเย็นที่เป็นบรรยากาศของการเดินทางท่องเที่ยวป่า “คุณต้องไปเริ่มต้นเดินป่าที่บ้านกะเหรี่ยงแม่หลุยหลวง ต้องใช้รถโฟร์วิลเข้าไปส่ง และเริ่มเดินจากหมู่บ้านใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง และถ้าจะเอาลูกหาบ ก็จะจัดหาให้” เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา ได้ชี้แจงข้อมูลการเดินป่าดอยปุยหลวง ที่ได้เลือกเส้นทางเดินป่าขึ้นดอยปุยหลวง โดยใช้เวลา 2 วัน 1 คืน เพื่อพิสูจน์หาความงามของขุนเขาและสายหมอกที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก แต่ เริ่มต้นจากอุทยานฯ แม่เงา ไปยังบ้านแม่หลุยหลวง ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกับระยะทาง 20 กม. บางช่วงต้องใช้ทักษะการขับออฟโรดเต็มรูปแบบ เส้นทางสูงชัน ทางแคบ กว่าจะถึงหมู่บ้านก็ลุ้นจนเหงื่อตกเหมือนกัน ผืนฟ้าที่อึมครึมเป็นสีขาวเทา ไม่มีแสง ผืนฟ้าถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆหมอก จนหวั่นใจไปว่าสภาพอากาศที่เห็นแจ่มใสที่ผ่านมา ต้องเป็นมาเช่นนี้ซึ่งจะส่งผลให้สภาพอากาศที่ดอยปุยหลวงต้องเปลี่ยนไปเป็นความขุ่นมัว

ลักษณะสภาพป่าบนแนวเทือกดอยปุยหลวง (หรือดอยคุยหลวง) มีลักษณะเป็นป่าเบญจพรรณ ป่าก่อ จะพบกล้วยไม้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสกุลสิงโต สกุลเอื้อง ฟ้ามุ่ย และที่สะดุดตามากๆ ก็เป็น เอื้องแซะหลวง เป็นกล้วยไม้ที่มีกลิ่นหอมมาก ในสมัยโบราณเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนจะนำไปถวายเป็นเครื่องบรรณาการแก่เจ้าเมืองเชียงใหม่

Friday, November 14, 2008

เที่ยวงานตรุษจีนที่โด่งดังแห่งเมืองปากน้ำโพ











นครสวรรค์ เมืองต้นแม่น้ำเจ้าพระยา มีชื่ออีกชื่อที่คนทั่วไปรู้จักคือ 'ปากน้ำโพ' เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นครสวรรค์นับว่าเป็นประตูสู่ภาคเหนือ ส่วนปากน้ำโพจัดเป็นศูนย์ลางทางการค้า เป้นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด

ชาวจีนหลายเชื้อสายที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินจะอาศัยอยู่ตามริมแม้น้ำน่าน เรียกว่า 'แควใหญ่' และบริเวณ 'ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา' คือตลาดปากน้ำโพ ซึ่งอยู่ทางฝั่งทิศตะวันตกบรรพบุรุษของชาวจีนนับถือเทพเจ้า เมื่อมาตั้งรกรากที่ใด ได้อัญเชิญเอาเทพเจ้าที่ตนนับถือติดตัวมาด้วย ชาวจีนในตลาดปากน้ำโพก็เช่นกัน พากันนับถือ เจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าพ่อกวนอู-เจ้าแม่ทับทิม-เจ้าแม่สวรรค์ เมื่อมาอยู่ได้จัดตั้งศาลเพียงตาสำหรับเป็นที่ประทับของเจ้าพ่อ-เจ้าแม่เพื่อกราบไหว้บูชา โดยตั้งขึ้น ๒ ศาล คือ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันออกของตลาดปากน้ำโพ และศาลเจ้าแม่หน้าผา ริมฝั่งแม่น้ำปิงที่บ้านหน้าผา ขึ้นไปทางเหนือของตลาดปากน้ำโพ

เมื่ออดีตประมาณ ๑๐๐ ปีมาแล้ว ตลาดปากน้ำโพได้เกิดโรคอหิวาตกโรค ระบาดครั้งใหญ่ ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก บรรดาชาวจีนในปากน้ำโพ ได้นำเอา 'กระดาษฮู้' (กระดาษยันต์) จากศาลเจ้าไปเผาไฟแล้วเอาเถ้ากระดาษมาชงน้ำดื่มทำให้หายจากโรคระบาด เป็นที่เลื่องลือกันไปทั่ว

ตั้งแต่นั้นมาชาวจีนในปากน้ำโพจึงได้อัญเชิญองค์เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ ทุกองค์แห่รอบตลาดปากน้ำโพ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปีจนกลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมากกว่า ๘๐ ปี เพื่อเป็นศิริมงคล และความเจริญก้าวหน้าด้านการค้า การเคารพกราบไหว้เปรียบเสมือนเทพเจ้าได้มาอวยชัยให้พรยังร้านค้าอันเป็นแหล่งทำกิน ในพิธีจะมีขบวนแห่มากมาย อาทิ เช่น สิงโต จากคณะเชื้อสายจีนต่าง ๆ เอ็งกอ ล่อโก้ว มังกรทอง ขบวนสาวงาม นางฟ้า ขบวนเจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น

ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม(แควใหญ่) ตั้งอยู่บนถนนสาย นครสวรรค์-ชุมแสง หันหน้าลงสู่ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่มีแม่น้ำสองสี สี่สายมารวมกันเรียกว่าปากน้ำโผล่ หรือปากน้ำโพ ศาลเดิมเป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง จากจารึกในระฆังโบราณคู่ศาล ระบุปีที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายใน ค.ศ. ๑๘๗๐(พ.ศ. ๒๔๑๓) แสดงให้ทราบว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีอายุนานกว่า ๑๓๐ ปี จึงมีการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง จากป้ายไม้กลางศาลเขียนว่า บุ๊นเถ่ากงเบียว ระบุปีที่สร้างศาลใหม่เป็นภาษาจีน หรือ ค.ศ. ๑๙๐๙(พ.ศ.๒๔๑๒) ปัจจุบันลักษณะศาลเจ้าเป็นครั้งตึกครึ่งไม้ แบ่งเป็น ๓ ส่วน หน้าสุดคือส่วนที่สร้างใหม่ประดิษฐานแท่นบูชาเทพยดาฟ้าดิน ตอนกลางเป็นอาคารไม้ดั่งเดิม ตอนในสุดเป็นส่วนที่สร้างใหม่มีแท่นที่ประดิษฐานองค์เทพเจ้าบุ๊นเถ่ากง เป็นองค์ประธานอยู่กลางเทพเจ้ากวนอู อยู่ด้านขวา เจ้าแม่ทับทิม- เจ้าแม่สวรรค์ อยู่ด้านซ้าย หลังคาศาลประดับด้วยมังกรคู่ชูลูกแก้ว ปลายสันหลังทอดยาวลงมาเป็นหัวหงายที่สวยงามตระการตา เด่นตระหง่านคู่เมืองนครสวรรค์

เยือนดินแดนนักรบไทยบนภูหินร่องกล้า-พิษณุโลก






อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีพื้นที่ครอบคลุมรอยต่อสองจังหวัด คือ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ภูหินร่องกล้าเป็นแหล่งกำเนิดของประวัติศาสตร์การ สู้รบอันยาวนานเป็นวีรกรรมของนักรบไทย ความขัดแย้งของลัทธิและแนวความคิดที่นำไปสู่ความสูญเสียเลือด ชีวิตและน้ำตา ภาพประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ตลอดจนสภาพสิ่งก่อสร้างในอดีตจะถูกบันทึกเก็บรักษาไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงผลของการใช้กำลังเข้าประหัตประหาร ทำให้เกิดความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้ อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองความแตกแยก ความสามัคคีของคนในชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 191,875 ไร่ หรือ 307 ตารางกิโลเมตร

ในปี พ.ศ. 2511-2525 เทือกเขาหินร่องกล้านี้เคยเป็นฐานที่มั่นใหญ่ในการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นผลเกิดปัญหาความมั่นคงทางการเมืองขึ้น ในกลางปี พ.ศ. 2515 ทางราชการทหารจึงได้เปิดยุทธการภูขวาง โดยจัดกองพลผสมจากกองทัพภาคที่ 1, 2, 3 กรมการบินศูนย์สงครามพิเศษทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน เข้าปฏิบัติเพื่อยึดภูหินร่องกล้า ทว่าไม่สำเร็จเพราะสภาพพื้นที่ไม่อำนวยเนื่องจากภูหินร่องกล้าตั้งอยู่กลางเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อนเป็นป่ารกทึบ

Sunday, October 26, 2008

เที่ยวเมืองปายแวะสักการะพระพุทธรูปเก่าแก่ที่วัดน้ำฮู-แม่ฮ่องสอน




"วัดน้ำฮู" อันเป็นที่ประดิษฐานของเจ้าพ่ออุ่นเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทำด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์ พระพุทธรูปองค์นี้พระเศียรกลวง ส่วนบนเปิดปิดได้และมีน้ำขังอยู่ เป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม อายุประมาณ 500 ปี เมื่อ พ.ศ. 2515 มีพระธุดงค์จากจังหวัดเชียงใหม่ มานมัสการและสงสัยว่าข้างในพระจะมีน้ำ จึงเปิดดูพบว่ามีน้ำจริงๆ ข่าวนี้แพร่ออกไปก็มีผู้คนหลังไหลมาขอน้ำไปสักการะ พอน้ำในพระเศียรหมดก็จะมีไหลออกมาอีกในลักษณะซึมออกมาตลอดเวลา จึงมีผู้คนหลั่งไหลมาขอน้ำมนต์ไปสักการะอยู่เนืองๆ

Thursday, October 23, 2008

เที่ยวไปกินไปแบบสบายที่ตลาดบางน้ำผึ้ง-สมุทรปราการ






เที่ยวแบบไทย ๆ เที่ยวไป กินไป ที่ไหนมีของอร่อย จะมีคนตามไปกินเสมอ เช่นเดียว กับที่นี่ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ตลาดน้ำแห่งใหม่ใกล้กรุง ที่อำเภอ พระประแดง สมุทรปราการ มีเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เริ่มเวลา 7 โมงเช้า เป็นต้นไปจนถึงเย็น แม้เพิ่ง เปิดตัวมาได้ไม่นาน แต่มีคนมาเที่ยวกัน มากโดยเฉพาะวันอาทิตย์จะมีคนมาเที่ยวประมาณ 4,000 คน มีนักท่องเที่ยวฝรั่งมาเที่ยวด้วย

เสน่ห์ตลาดน้ำที่นี่ คือวิถีชีวิตชาวบ้านริมคลอง ส่วนใหญ่เป็นชาวไทย เชื้อสายมอญ น้ำในคลองยังสะอาด มีของพื้นบ้านอร่อย ๆ ที่ชาวบ้านทำมาขายเอง มีเรือพายขาย ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ขนมจีนน้ำยา หอยทอดในถาดขนมครก ขนมใส่ไส้ มีกลุ่มแม่บ้าน สตรีทำขนมทองหยอด เม็ดขนุน ฝอยทอง การทำกาละแมกวนมาขาย แต่สุดยอดของ อร่อยที่นี่ คือ ห่อหมกหมู ที่ต้องมาแต่เช้าจึงจะได้ทาน เพราะมาบ่ายจะขายหมด นอกจากนี้ก็มีผลไม้จากสวนที่มีอยู่ทั่วไปสองฝั่งคลอง ผลไม้ขึ้นชื่อที่สุดของบางน้ำผึ้ง คือมะม่วงน้ำดอกไม้ และยังมีไม้ดอกไม้ประดับ สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เช่น ดอกไม้ประดิษฐ์ ไข่เค็มดินสอพอง บริเวณตลาดน้ำมีเรือพายให้บริการ ถ้าพายเป็นจะพายเองก็ได้ ค่าเช่าชั่วโมงละ 20 บาท หากต้องการคนพายให้ เพิ่มอีก 20 บาท นั่งเรือลัดเลาะชมพื้นที่สีเขียว 2 ฝั่งคลอง มีทั้งป่าจาก สวนมะม่วง และมะพร้าว ในอนาคตจะมีบริการจักรยานให้เช่าด้วย

เที่ยวน้ำตกพลิ้วที่สวยงามที่สุดของจันทบุรี






น้ำตกพลิ้วเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงาม มีน้ำตลอดปี ประกอบด้วยสายธาร 2 สาย สายหนึ่งไหลลดหลั่นผ่านซอกหินผา อีกสายหนึ่งมีขนาดเล็กกว่า แต่ทิ้งตัวลงมาจากผาสูง 20 เมตร ทั้งสองสายไหลมารวมกันในแอ่งน้ำใสสะอาด มากสามารถมองเห็นพื้นล่างซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินและทรายในระดับลึกกว่า 2 เมตร ภายในบริเวณน้ำตกและลำคลองมีปลาใหญ่น้อยหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นที่ตื่นตาตรึงใจกับฝูงปลาแก่ผู้ที่ไปท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะปลาพลวงหินเหล่านี้

น้ำตกพลิ้วเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดอื่นๆ รู้จักกันดี และไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจมากที่สุด รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสน้ำตกแห่งนี้หลายครั้งในระหว่างปี พ.ศ. 2417-2424 และทรงยกย่องว่าเป็นน้ำตกที่งดงามที่สุดในบรรดาน้ำตกที่พระองค์เคยเสด็จประพาส อุทยานแห่งชาติได้จัดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นอยู่ตรงข้ามที่ทำการอุทยานแห่งชาติ สิ้นสุดอยู่บริเวณด้านหน้าอลงกรณ์เจดีย์ ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง

ชมทางรถไฟสายมรณะบนสะพานข้ามแม่น้ำแคว-กาญจนบุรี






สะพานข้ามแม่น้ำแควตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขาม ห่างจากตัวเมืองไปทางเหนือตามทางหลวงหมายเลข 323 ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร มีป้ายเขียนบอกไว้ชัดเจน ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแควแห่งนี้วันละเป็นจำนวนมากๆ ทำให้ร้านขายของที่ระลึกก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ผู้เขียนมีโอกาสไปเดินหลายต่อหลายครั้ง จำได้ว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมาแวะซื้อเพชรพลอยที่นี่ คนขายจะเป็นคนไทย แต่ปัจจุบันเจ้าของร้านส่วนมากจะเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ข้ามมาจากทางฝั่งพม่ามาจับจองพื้นที่ขายเสียเอง

Wednesday, October 22, 2008

ชมความงามของพระรามราชนิเวศน์-เพชรบุรี



พระรามราชนิเวศน์ ชาวบ้านเรียก "พระราชวังบ้านปืน" ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมือง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ ให้สร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเป็นพระราชนิเวศน์สำหรับประทับแรมในฤดูฝน ทรง โปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อที่จากราษฎร ออกแบบโดย มิสเตอร์คาลเดอริง ชาวเยอรมัน และให้จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรม พระนครสวรรค์วรพินิต กับสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นแม่กองจัดการ ก่อสร้าง สร้างแบบสถาปัตยกรรมยุโรป ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2452 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2459 ในรัชสมัย ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า พระที่นั่งศรเพ็ชรปราสาท และทรง เปลี่ยนเป็นพระรามราชนิเวศน์ ในปี พ.ศ. 2461 เป็นที่รับรองแขกเมือง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนผู้กำกับ ลูกเสือ โรงเรียนฝึกหัดครูเกษตรกรรม โรงเรียนประชาบาลประจำ ตำบล ฯลฯ การเข้าชม ต้องทำหนังสือล่วงหน้าถึงผู้บังคับการจังหวัดทหารบก กองพันที่ 3 กรมทหาร ราบที่ 11 อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี 76000 หรือ อาจติดต่อที่ป้อมยามแลกบัตร เพื่อขอเข้าชมอย่าง ไม่เป็นทางการ

หลบร้อนไปเล่นน้ำทะเลที่หาดชะอำ-เพชรบุรี






ชายหาดชะอำ ดินแดนแห่งหาดทราย สายลม เกลียวคลื่น และแสงแดดที่ทอดยาวกว่า 24 กิโลเมตร มีถนนเลียบชายหาดที่ยาวกว่า 4 ก.ม. จึงเป็นชายหาดที่เหมาะสำหรับกีฬาทางน้ำ กิจกรรมกลางแจ้งในวันพักผ่อนแบบสบาย ๆ ของครอบครัวและผองเพื่อน

การเดินทาง : จากสี่แยกไฟแดงชะอำ เลียบไปตามถนนนราธิป โดยมุ่งสู่ทิศตะวันออกไปประมาณ 1 กม.

เที่ยวพระราชวังมฤคทายวัน-ประจวบคีรีขันธ์



หนีร้อนไปสักการะพระพุทธรูปเก่าแก่ในถ้ำเขาย้อย-เพชรบุรี






ถ้ำเขาย้อย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาย้อย ใกล้ที่ว่าการอำเภอเขาย้อย เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 4 อยู่ก่อนถึงตัวเมืองเพชรบุรีประมาณ 22 กิโลเมตร ในถ้ำนี้มีพระพุทธรูปใหญ่น้อยหลายปางประดิษฐานอยู่ คล้ายกับถ้ำเขาหลวงและวัดถ้ำเขาบันไดอิฐที่อยู่ในเขตอำเภอเมืองเพชรบุรี ตามประวัติเล่าว่าพระพุทธรูปเหล่านี้มีมานานแล้ว และต่อมาพระครูอ่อนวัดท้ายตลาดมาบูรณะใหม่ และมีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่ากันว่าสมัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชอยู่นั้น พระองค์ได้เสด็จธุดงค์มาปักกลดวิปัสสนาที่หน้าเขาย้อย แล้วทรงย้ายขึ้นมาประทับนั่งกรรมฐานอยู่ในถ้ำเขาย้อยหลายคืน